ทำไมแว่นตาถึงแพง และใครเป็นคนกำหนดราคา?
โครงสร้างราคาแว่นตาสามารถอธิบายได้จากการควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิตกรอบ เลนส์ แบรนด์ ไปจนถึงร้านค้าปลีกและระบบประกันสายตา โดย EssilorLuxottica เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายส่วนของห่วงโซ่นี้ ขณะที่เมือง Danyang ของจีนกลายเป็นฐานการผลิตแว่นตาและเลนส์ขนาดใหญ่ และบริษัทออนไลน์อย่าง Zenni Optical กับ Warby Parker พยายามตัดคนกลางออกจากระบบด้วยโมเดล Direct-to-Consumer ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกด้านราคามากขึ้น
สิ่งที่ทำให้ตลาดแว่นตาน่าสนใจคือ:
แว่นตา:
ไม่ได้แพงเพราะวัสดุอย่างเดียว
แต่ราคายังประกอบด้วย:
Brand
Licensing
Retail
Distribution
Insurance
Supply Chain
ดังนั้นแว่นตาราคา:
$350
ไม่ได้หมายความว่า:
ต้นทุนผลิต
=
$350
นี่คือจุดที่:
Danyang
และ:
Online Eyewear
กำลังเข้ามาท้าทาย
เพราะเมื่อ:
โรงงาน
↓
ผลิตได้ในต้นทุนต่ำ
Internet
↓
ขายตรงถึงลูกค้า
คนกลาง:
↓
ลดลง
ราคาสินค้า:
↓
ลดลง
นี่คือ:
Direct-to-Consumer Revolution
และคำถามสำคัญของอุตสาหกรรมจึงเปลี่ยนจาก:
“แว่นตาคู่นี้ผลิตที่ไหน?”
เป็น:
“ทำไมสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตใกล้เคียงกันจึงมีราคาขายแตกต่างกันหลายเท่า?”
จุดเริ่มต้นของอาณาจักร Luxottica
จากเด็กกำพร้าสู่ผู้สร้างจักรวรรดิแว่นตา
เรื่องราวเริ่มต้นจาก:
Leonardo Del Vecchio
เด็กกำพร้าชาวอิตาลี
เขาเริ่มทำงานในโรงงานตั้งแต่อายุ:
14 ปี
ก่อนก่อตั้ง:
Luxottica
ในปี:
1961
ช่วงแรก:
ผลิต:
ชิ้นส่วนแว่นตา
ต่อมา:
ขยายไปสู่:
- กรอบแว่น
- แบรนด์
- การจัดจำหน่าย
- ร้านค้าปลีก
จนกลายเป็น:
Vertical Integration
ทำไมการควบคุม Supply Chain จึงสำคัญ?
จากโรงงานสู่หน้าร้าน
Luxottica ไม่ได้หยุดอยู่ที่:
Manufacturing
แต่ขยายไป:
Retail
ผ่านการเข้าซื้อ:
LensCrafters
และ:
Sunglass Hut
หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กใน:
1990
บริษัทมีเงินทุนมากขึ้น
และสามารถใช้เงินดังกล่าว:
ซื้อกิจการ
ทำให้เกิดโครงสร้าง:
โรงงาน
↓
แบรนด์
↓
Distribution
↓
Retail
เมื่อบริษัทเดียว:
ควบคุมหลายขั้นตอน
อำนาจในการ:
กำหนดราคา
ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
Ray-Ban – จากแว่น $30 สู่แบรนด์ Premium
การเปลี่ยน Positioning ที่สำคัญ
ปี:
1999
Luxottica ซื้อ:
Ray-Ban
ด้วยมูลค่า:
$640 ล้าน
ก่อนหน้านั้น:
Ray-Ban
มีราคาประมาณ:
$30
และสามารถพบได้ใน:
- ร้านทั่วไป
- ร้านขายยา
- ปั๊มน้ำมัน
หลังการเข้าซื้อ:
Luxottica ลดการวางขายในช่องทางทั่วไป
↓
เพิ่มความพรีเมียม
↓
เปลี่ยน Distribution
↓
ปรับราคา
จนราคาขยับขึ้นไป:
$150-200
นี่เป็นตัวอย่างของ:
Brand Positioning
ที่สามารถเปลี่ยน:
Commodity
↓
Premium Product
Oakley – เมื่อคู่แข่งไม่ยอมเล่นตามกติกา
การต่อสู้เรื่อง Pricing Power
Oakley เป็นแบรนด์ที่:
พยายามรักษาความเป็นอิสระ
แต่มีความขัดแย้งกับ:
Luxottica
ประเด็นสำคัญคือ:
Pricing
เมื่อเกิดความขัดแย้ง:
Luxottica ถอด:
Oakley
ออกจาก:
Sunglass Hut
ส่งผลต่อ:
ยอดขาย
และ:
มูลค่าบริษัท
ในที่สุด:
2007
Oakley ถูกซื้อกิจการ
ด้วยมูลค่าประมาณ:
$2.1 พันล้าน
แล้วทำไมแว่นแบรนด์แฟชั่นถึงแพง?
โลโก้กับ Licensing Economy
แบรนด์:
- Prada
- Chanel
- Versace
- Armani
- Burberry
สามารถให้สิทธิ์:
Licensing
แก่ผู้ผลิต
ผู้ผลิต:
ออกแบบ
↓
ผลิต
↓
จัดส่ง
ดังนั้น:
แว่นตาหลายแบรนด์
อาจมาจาก:
Supply Chain เดียวกัน
แต่ราคาขาย:
แตกต่างกันมาก
เพราะสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ:
Brand Value
จุดสูงสุดของ Closed-Loop Eyewear
Essilor + Luxottica
ปี:
2018
Luxottica
รวมกับ:
Essilor
ผู้ผลิตเลนส์รายใหญ่
กลายเป็น:
EssilorLuxottica
นี่ทำให้ธุรกิจครอบคลุม:
กรอบ
เลนส์
แบรนด์
Retail
และตามข้อมูลยังเกี่ยวข้องกับ:
EyeMed
ระบบประกันสายตาที่มีสมาชิกกว่า:
43 ล้านคน
จึงเกิดระบบ:
ผู้บริโภค
↓
ตรวจสายตา
↓
ใช้ประกัน
↓
ซื้อแว่น
↓
ร้านค้าปลีกในเครือ
↓
ผลิตภัณฑ์จาก Supply Chain ของกลุ่ม
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า:
Closed-Loop Ecosystem
Danyang – เมืองที่กลายเป็นโรงงานแว่นตาของโลก
จีนไม่ได้ชนะด้วยแบรนด์ แต่ชนะด้วย Manufacturing
อีกฝั่งหนึ่งของโลก:
Danyang
เมืองใน:
Jiangsu
มี:
บริษัทแว่นตา
กว่า:
1,600 แห่ง
และแรงงาน:
กว่า:
50,000 คน
ตามข้อมูล:
ผลิตเลนส์:
มากกว่า
400 ล้านชิ้นต่อปี
คิดเป็นประมาณ:
50%
ของกำลังผลิตโลก
และผลิตกรอบ:
มากกว่า
100 ล้านคู่ต่อปี
จากโรงงานราคาถูกสู่ Engineering Hub
Danyang ไม่ได้หยุดอยู่ที่ OEM
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ:
Technology Localization
เดิม:
นำเข้าเครื่องจักร
ต่อมา:
เรียนรู้
↓
Reverse Engineer
↓
สร้างเอง
ปี:
2014
มีบริษัทจีนสามารถ:
ผลิตเครื่องเคลือบเลนส์
ได้เอง
ช่วยลดการพึ่งพา:
Foreign Technology
ทำไมเลนส์จีนถึงแข่งขันด้านราคาได้?
Manufacturing Scale
โรงงานขนาดใหญ่:
ผลิตมาก
↓
ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ
↓
ลงทุนเครื่องจักรได้มาก
↓
เพิ่ม Productivity
↓
ผลิตมากขึ้น
เกิด:
Economies of Scale
ดังนั้น:
เลนส์
ที่มีคุณสมบัติ:
- UV Protection
- Blue Light Filter
- Multi-Coating
สามารถผลิตได้ใน:
ต้นทุนที่ต่ำกว่า
Zenni Optical – การตัดคนกลางออกจากสมการ
จากโรงงาน → เว็บไซต์ → ผู้บริโภค
ปี:
2003
Zenni Optical
สร้างโมเดล:
Direct-to-Consumer
แทน:
โรงงาน
↓
Distributor
↓
Retailer
↓
ผู้บริโภค
เปลี่ยนเป็น:
โรงงาน
↓
Website
↓
ผู้บริโภค
ลด:
- ค่าเช่าร้าน
- พนักงานหน้าร้าน
- Distribution Cost
- Brand Premium
จึงสามารถขาย:
แว่นสั่งตัด
เริ่มต้นประมาณ:
$6.95
ตามข้อมูล:
ขายไปแล้ว:
กว่า
50 ล้านคู่
Warby Parker – เมื่อ Startup ตั้งคำถามกับราคาแว่น
ทำไมแว่นธรรมดาถึงแพงกว่าสินค้าเทคโนโลยี?
ปี:
2010
Warby Parker
เข้ามาด้วยแนวคิด:
ทำไมแว่นตาที่ทำจากพลาสติกและกระจกธรรมดาถึงมีราคาแพง?
บริษัทใช้:
Online First
เสนอราคา:
ประมาณ
$95
จากนั้นขยาย:
Online
↓
Offline
จนมี:
มากกว่า
200 ร้าน
และเข้าตลาดหลักทรัพย์ใน:
2021
Internet กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ซื้อแว่น
เมื่อผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเข้าร้านอีกต่อไป
ตามข้อมูล:
สัดส่วนการซื้อแว่นออนไลน์ในสหรัฐฯ:
ปี:
2015
↓
ต่ำกว่า:
3%
ปี:
2025
↓
มากกว่า:
15%
และเติบโต:
Double Digit
ติดต่อกันหลายปี
นี่หมายความว่า:
ผู้บริโภคกำลังเรียนรู้ว่า:
“แว่นตาไม่จำเป็นต้องซื้อผ่านร้านแบบเดิมเสมอไป”
ทำไม Online Eyewear จึงเป็นภัยต่อระบบเดิม?
เพราะ Internet ทำลาย Information Asymmetry
ระบบเดิม:
ผู้บริโภค
ไม่รู้:
ต้นทุน
โรงงาน
Supplier
ร้านค้า:
รู้มากกว่า
แต่ Internet ทำให้:
ผู้บริโภค:
ค้นราคา
↓
เปรียบเทียบ
↓
อ่าน Review
↓
สั่งซื้อ
ได้ในไม่กี่นาที
นี่คือ:
Transparency Effect
โมเดลธุรกิจแว่นตากำลังเปลี่ยนจาก Retail เป็น Platform
ใครเป็นเจ้าของ Customer Relationship?
อดีต:
ร้านค้า
เป็นเจ้าของ:
ลูกค้า
ปัจจุบัน:
Online Brand
สามารถเป็นเจ้าของ:
- Customer Data
- Purchase History
- Prescription
- Marketing Relationship
ดังนั้น:
Customer Ownership
กำลังกลายเป็น:
Competitive Advantage
แต่ EssilorLuxottica ยังไม่ใช่ผู้แพ้
Scale และ Ecosystem ยังเป็นเกราะที่แข็งแรง
แม้:
Danyang
และ:
Online Startup
กำลังเติบโต
EssilorLuxottica ยังมี:
Massive Scale
ตามข้อมูล:
รายได้ปี:
2024
ประมาณ:
€28,000 ล้าน
พร้อม:
- แบรนด์
- Retail
- Lens
- Insurance
- Distribution
- Consumer Trust
ดังนั้น:
การแข่งขันไม่ได้ง่ายอย่าง:
“จีนถูกกว่า → ชนะ”
แต่เป็น:
Ecosystem vs Ecosystem
สงครามแว่นตาในอนาคตจะเกิดขึ้นตรงไหน?
1. ราคา
จีน:
Cost Leadership
2. แบรนด์
ยุโรป:
Brand Equity
3. Distribution
Startup:
Direct-to-Consumer
4. Data
Online:
Customer Data
5. Technology
ทั้งสองฝ่าย:
AI + Smart Eyewear
จุดเปลี่ยนต่อไปอาจคือ Smart Glasses
เมื่อแว่นตาไม่ได้มีหน้าที่แค่แก้สายตา
อนาคต:
แว่นตาอาจรวม:
- Camera
- AI
- Audio
- Display
- Navigation
- Translation
- Health Features
ดังนั้นตลาดอาจเปลี่ยนจาก:
Eyewear
ไป:
Computing Platform
นี่อาจทำให้:
การแข่งขันครั้งใหม่
ไม่ใช่:
EssilorLuxottica
vs
Danyang
แต่กลายเป็น:
Eyewear × Technology
บทเรียนธุรกิจจากสงครามแว่นตา
1. อย่ามองราคาจากต้นทุนวัสดุอย่างเดียว
ราคาสินค้า:
ไม่ได้ประกอบด้วย:
Manufacturing Cost
เพียงอย่างเดียว
แต่รวม:
Brand
Distribution
Retail
Licensing
Marketing
2. Vertical Integration สร้างอำนาจมหาศาล
เมื่อบริษัทควบคุม:
ต้นน้ำ
ถึง:
ปลายน้ำ
บริษัทสามารถควบคุม:
Pricing
และ:
Customer Experience
ได้มากขึ้น
3. Manufacturing Scale สามารถทำลาย Premium
เมื่อ:
โรงงานผลิตสินค้าคุณภาพสูง
ได้ในราคาถูก
คำถามจะเกิดขึ้นทันที:
“เรายังต้องจ่าย Premium ทำไม?”
4. Internet ทำลายคนกลาง
Direct-to-Consumer:
โรงงาน
↓
Website
↓
ลูกค้า
สามารถแทน:
โรงงาน
↓
Distributor
↓
ร้านค้า
↓
ลูกค้า
ได้ในบางตลาด
5. Brand คือ Moat ที่ยากที่สุดในการสร้าง
โรงงาน:
สามารถ Copy
ได้
เทคโนโลยี:
สามารถเรียนรู้
ได้
แต่:
Trust
ใช้เวลา:
หลายสิบปี
FAQ
Q1: ทำไมแว่นตาถึงแพง?
A: ราคาของแว่นตาไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนกรอบและเลนส์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง Brand, Licensing, Distribution, Retail และโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานด้วย
Q2: EssilorLuxottica คืออะไร?
A: EssilorLuxottica คือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกิดจากการรวมกันของ Essilor และ Luxottica และมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่เลนส์ กรอบแว่น แบรนด์ ไปจนถึงการจัดจำหน่ายและร้านค้าปลีก
Q3: Luxottica เป็นเจ้าของแบรนด์แว่นทั้งหมดหรือไม่?
A: ไม่ใช่ทั้งหมด แต่บริษัทมีทั้งแบรนด์ของตัวเองและสิทธิ์ในการผลิตหรือจำหน่ายแบรนด์แฟชั่นจำนวนมากผ่านระบบ Licensing
Q4: Danyang คืออะไร?
A: Danyang เป็นเมืองในมณฑล Jiangsu ของจีนที่มีอุตสาหกรรมผลิตแว่นตาขนาดใหญ่ และตามข้อมูลเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตเลนส์และกรอบแว่นที่สำคัญของโลก
Q5: Zenni Optical ใช้โมเดลธุรกิจอะไร?
A: Zenni Optical ใช้แนวทาง Direct-to-Consumer โดยขายแว่นผ่านออนไลน์และลดต้นทุนจากร้านค้าปลีกและคนกลาง ทำให้สามารถนำเสนอแว่นในราคาต่ำกว่าระบบค้าปลีกแบบดั้งเดิมได้
Q6: Warby Parker คืออะไร?
A: Warby Parker เป็นบริษัทแว่นตาที่ก่อตั้งในปี 2010 โดยใช้โมเดล Online-First และเสนอแว่นในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าแบรนด์พรีเมียมแบบดั้งเดิม ก่อนขยายไปยังร้านค้าจริงและเข้าตลาดหลักทรัพย์
Q7: แว่นราคาถูกคุณภาพเทียบเท่าแว่นแพงหรือไม่?
A: คุณภาพไม่สามารถตัดสินจากราคาเพียงอย่างเดียว เพราะแว่นตาแต่ละรุ่นอาจมีความแตกต่างด้านวัสดุ การเคลือบเลนส์ การออกแบบ การรับประกัน และแบรนด์ อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตอาจต่ำกว่าราคาขายปลีกอย่างมาก
Q8: จีนกำลังทำลายอุตสาหกรรมแว่นตาสวิสหรือไม่?
A: จีนกำลังสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนและการผลิต โดยเฉพาะผ่าน Danyang แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง EssilorLuxottica ยังมีข้อได้เปรียบด้านแบรนด์ Retail, Distribution และ Ecosystem