Nike คือแบรนด์กีฬาที่เติบโตจากการสร้างเทรนด์ นวัตกรรม และ Storytelling แต่เมื่อบริษัทหันมาเน้นการขายตรงและพึ่งพาสินค้ารุ่นเดิมมากขึ้น ก็เริ่มเสียพื้นที่ให้คู่แข่งที่ตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ได้เร็วกว่า
เส้นทางของ Nike:
สร้างเทรนด์
↓
สร้างแบรนด์ระดับโลก
↓
เน้น DTC
↓
นวัตกรรมชะลอ
↓
คู่แข่งแย่งตลาด
↓
เร่งสร้าง Nike ใหม่
Nike ไม่ได้เป็นโรงงานรองเท้า
Nike แทบไม่ได้สร้างความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิต
เพราะบริษัท:
ไม่มีโรงงานผลิตรองเท้าของตัวเอง
สิ่งที่ Nike ให้ความสำคัญคือ:
- Brand
- Design
- Marketing
- Storytelling
- Athlete Partnership
Nike จึงนิยามตัวเองในฐานะ:
Tastemaker
หรือผู้กำหนดรสนิยมของตลาด
Steve Prefontaine จุดกำเนิด Storytelling แบบขบถ
ช่วง:
1970s
Nike ใช้กระแส Running
พร้อมนักวิ่ง:
Steve Prefontaine
เป็นตัวแทนของ:
ความเร็ว + ความขบถ + อิสระ
ผสมกับนวัตกรรม:
Waffle Trainer
ทำให้ Nike เริ่มสร้างตัวตนที่แตกต่างจากแบรนด์กีฬาแบบเดิม
Michael Jordan เปลี่ยน Nike ไปตลอดกาล
ช่วง:
1980s
Nike เดิมพันครั้งใหญ่กับ:
Michael Jordan
Air Jordan กลายเป็นมากกว่ารองเท้าบาสเกตบอล
แต่กลายเป็น:
วัฒนธรรม + แฟชั่น + ตัวตน
Nike ใช้เรื่องราวการต่อต้านกฎของ NBA มาสร้างกระแสให้:
Air Jordan 1
กลายเป็นสินค้าระดับตำนาน
จุดเปลี่ยนเมื่อ Nike เริ่มพลาดเทรนด์
Nike เคยมี:
ACG
หรือ:
All Conditions Gear
ตั้งแต่ปี 1988
แต่เมื่อกระแส:
- Outdoor
- Trail Running
- Gorpcore
เติบโตขึ้น
Nike กลับไม่ได้เร่งเกมในตลาดนี้
คู่แข่งอย่าง:
- Hoka
- Salomon
- On Running
- Brooks
- New Balance
จึงเริ่มเข้ามาแย่งพื้นที่
DTC กลยุทธ์ที่กลายเป็นดาบสองคม
ภายใต้:
John Donahoe
Nike เน้น:
Direct-to-Consumer
หรือ:
DTC
โดยลดการพึ่งพาร้านค้าปลีกภายนอก
ข้อดี:
- ควบคุมลูกค้าโดยตรง
- ควบคุมราคา
- เก็บข้อมูลลูกค้า
- เพิ่มความสัมพันธ์กับผู้บริโภค
แต่ผลข้างเคียงคือ:
พื้นที่บนชั้นวางหายไป
เมื่อผู้บริโภคกลับเข้าร้านค้า
คู่แข่งจึงเข้ายึดพื้นที่แทน
การพึ่งพาสินค้ารุ่นเดิม
Nike เริ่มพึ่งพาสินค้าคลาสสิก เช่น:
- Jordan
- Air Force 1
มากขึ้น
ในขณะที่:
การสร้างนวัตกรรมใหม่ชะลอลง
ทำให้เกิดปัญหา:
สินค้ารุ่นเดิม
↓
ตลาดอิ่มตัว
↓
ความตื่นเต้นลดลง
↓
คู่แข่งสร้างเทรนด์ใหม่
Nike เสียตลาด Running
หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ:
Specialty Running
ส่วนแบ่งตลาดของ Nike ลดลงเหลือ:
ต่ำกว่า 5%
ขณะที่แบรนด์เฉพาะทางอย่าง:
- Hoka
- On
- Brooks
สามารถสร้างฐานลูกค้าใหม่ขึ้นมาได้
มูลค่าบริษัทลดลงอย่างหนัก
หลังจุดสูงสุดในปี:
2021
ราคาหุ้น Nike ตามข้อมูลต้นทางลดลงประมาณ:
79%
และมูลค่าตลาดหายไปกว่า:
220,000 ล้านดอลลาร์
สะท้อนแรงกดดันทั้งด้าน:
- ยอดขาย
- นวัตกรรม
- Brand Momentum
- การแข่งขัน
Nike เปลี่ยนผู้นำอีกครั้ง
Nike แต่งตั้ง:
Elliott Hill
อดีตพนักงานฝึกงานของ Nike ตั้งแต่ปี:
1988
ขึ้นเป็น CEO
เป้าหมายสำคัญคือการนำ:
จิตวิญญาณของ Nike
กลับมา
แนวทางที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่:
- ฟื้นความสัมพันธ์กับ Retailers
- ดึงนักกีฬาระดับท็อป
- ฟื้นฟู ACG
- เร่งสร้างนวัตกรรมใหม่
ทำไมแบรนด์ใหญ่ถึงตกกระแสได้?
1. ความสำเร็จในอดีตอาจกลายเป็นกับดัก
สินค้าที่เคยขายดี
ไม่ได้แปลว่าจะขายดีตลอดไป
2. อย่าหยุดสร้างเทรนด์ใหม่
แบรนด์ที่เคยเป็น:
Trendsetter
สามารถกลายเป็น:
Trend Follower
ได้ หากหยุดสร้างสิ่งใหม่
3. DTC ไม่ได้แปลว่าต้องตัด Retail
การควบคุมช่องทางขายมากขึ้น
อาจแลกกับ:
การสูญเสียพื้นที่และการเข้าถึงลูกค้า
4. Brand ต้องฟังตลาด
ความแข็งแกร่งของแบรนด์ในอดีต
ไม่สามารถแทน:
ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน
FAQ
Q1: Nike มีโรงงานของตัวเองหรือไม่?
A: ตามข้อมูลต้นทาง Nike ไม่ได้มีโรงงานผลิตรองเท้าของตัวเอง และเน้นสร้างมูลค่าจาก Brand, Design และ Marketing
Q2: Michael Jordan สำคัญกับ Nike อย่างไร?
A: Jordan ช่วยให้ Nike เปลี่ยนรองเท้ากีฬาให้กลายเป็นสินค้าเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและแฟชั่น
Q3: DTC คืออะไร?
A: Direct-to-Consumer คือการขายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางของบริษัท เช่น เว็บไซต์และร้านของตัวเอง
Q4: ทำไม Nike เสียตลาด Running?
A: ตามข้อมูลต้นทาง Nike พลาดการเติบโตของตลาด Running และ Outdoor บางกลุ่ม ขณะที่ Hoka, On, Brooks และแบรนด์อื่นสามารถเข้ามาสร้างพื้นที่ได้เร็วกว่า
Q5: Nike กำลังแก้ปัญหาอย่างไร?
A: บริษัทเปลี่ยนผู้นำและพยายามฟื้นความสัมพันธ์กับ Retailers พร้อมเร่งนวัตกรรมและนำแบรนด์อย่าง ACG กลับมาพัฒนาใหม่