จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ด้วยการใช้เงินทุน การผลิตจำนวนมาก และการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตแผงคุณภาพใกล้เคียงคู่แข่งในราคาที่ต่ำกว่า และเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมทั่วโลก
เส้นทางของอุตสาหกรรม:
เยอรมนีสร้างตลาด
↓
จีนเข้ามาลดต้นทุน
↓
สงครามราคา
↓
ผู้ผลิตเยอรมันล้มละลาย
↓
จีนครองการผลิต
ยุคทองของเยอรมนี
ปี:
1991
เยอรมนีเริ่มใช้นโยบาย:
Feed-in Tariff
รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาสูงกว่าตลาด
ผลคือ:
Demand เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
และเกิดผู้ผลิตรายสำคัญอย่าง:
Q-Cells
เยอรมนีกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของโลก
จีนเข้ามาเปลี่ยนเกม
หลังจีนเข้าร่วม:
WTO
ในปี:
2001
บริษัทจีนมองเห็นโอกาสในธุรกิจการผลิตแผง
จุดแข็งคือ:
- เครื่องจักรสามารถซื้อได้
- กระบวนการผลิตสามารถเรียนรู้ได้
- ต้นทุนแรงงานต่ำ
- มีเงินทุนสนับสนุน
- ผลิตจำนวนมากได้
ทำให้สามารถขายแผงในราคาต่ำกว่าผู้ผลิตเยอรมัน
จุดอ่อนของเยอรมนี
ปัญหาไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก:
ต้นทุน
และ:
โครงสร้างตลาด
ช่วงแรกผู้ผลิตเยอรมันเชื่อว่า:
Made in Germany
จะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า
แต่ผู้ซื้อโซลาร์เซลล์จำนวนมากมองที่:
- ราคาต่อหน่วย
- ระยะเวลาคืนทุน
- ต้นทุนติดตั้ง
มากกว่าประเทศต้นกำเนิด
วิกฤต Polysilicon
ช่วง:
2006–2008
เกิดคอขวดวัตถุดิบ:
Polysilicon
ราคาพุ่งจากประมาณ:
30 → 300 ดอลลาร์/กิโลกรัม
ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง
แต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008:
Demand ลดลง
↓
ราคา Polysilicon ร่วง
↓
ราคาแผงลดลง
↓
การแข่งขันรุนแรงขึ้น
Q-Cells และผู้ผลิตเยอรมันล้มลง
เมื่อ:
- เงินอุดหนุนลดลง
- ราคาแผงตก
- จีนผลิตได้ถูกกว่า
ผู้ผลิตเยอรมันเริ่มขาดทุนต่อเนื่อง
หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญคือ:
Q-Cells
ประกาศล้มละลายใน:
2012
ก่อนถูกกลุ่มทุน Hanwha จากเกาหลีใต้เข้าซื้อกิจการ
ทำไมจีนชนะสงครามราคา?
1. Mass Production
ผลิตจำนวนมหาศาล
ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง
2. Supply Chain
จีนสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่:
วัตถุดิบ
↓
Wafer
↓
Cell
↓
Module
ได้อย่างครบวงจร
3. เงินทุน
ได้รับทั้งเงินทุนจากภาคเอกชนและการสนับสนุนจากภาครัฐ
4. ตลาดภายในประเทศ
เมื่อยุโรปลดการสนับสนุน
จีนสามารถใช้ตลาดภายในประเทศรองรับกำลังผลิต
จากผู้ตามสู่ผู้กำหนดราคา
เมื่อบริษัทจีนเพิ่มกำลังผลิต
ต้นทุนลดลง
และ:
Solar Panel กลายเป็นสินค้าราคาถูก
ผลลัพธ์คือพลังงานแสงอาทิตย์สามารถแข่งขันกับพลังงานรูปแบบอื่นได้ดีขึ้น
สงครามโซลาร์เซลล์ไม่ได้จบที่เยอรมนี
รูปแบบเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่น เช่น:
- EV
- Battery
- Semiconductor
- Robotics
สูตรการแข่งขันคือ:
ผลิตจำนวนมาก
ลดต้นทุน
สร้าง Supply Chain
ขยายตลาด
บทเรียนธุรกิจจากสงครามโซลาร์เซลล์
1. เทคโนโลยีที่ดีกว่าไม่ได้แปลว่าจะชนะ
หากต้นทุนสูงเกินไป
เทคโนโลยีที่เหนือกว่าอาจไม่สามารถรักษาตลาดไว้ได้
2. First Mover Advantage มีวันหมดอายุ
เยอรมนีสร้างตลาดก่อน
แต่จีนสามารถสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ดีกว่า
3. Economy of Scale คืออาวุธสำคัญ
ยิ่งผลิตมาก:
ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลด
และยิ่งลดต้นทุน:
ก็ยิ่งสามารถขายได้มากขึ้น
4. Supply Chain สำคัญพอ ๆ กับ Product
ผู้ชนะไม่ได้ควบคุมแค่สินค้าปลายทาง
แต่ควบคุม:
ทั้งห่วงโซ่การผลิต
FAQ
Q1: ทำไมเยอรมนีถึงเป็นผู้นำโซลาร์เซลล์ในยุคแรก?
A: เพราะมีนโยบาย Feed-in Tariff ที่กระตุ้นความต้องการและสร้างตลาดขนาดใหญ่ให้ผู้ผลิตภายในประเทศ
Q2: จีนเข้ามาเปลี่ยนตลาดอย่างไร?
A: จีนเน้นการผลิตจำนวนมาก ลดต้นทุน และสร้าง Supply Chain ที่ครบวงจร ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างรุนแรง
Q3: Q-Cells คืออะไร?
A: Q-Cells เป็นหนึ่งในผู้ผลิตโซลาร์เซลล์รายสำคัญของเยอรมนี ก่อนประกาศล้มละลายในปี 2012
Q4: ทำไมผู้ซื้อจึงหันไปใช้แผงราคาถูก?
A: เพราะโครงการโซลาร์เซลล์จำนวนมากให้ความสำคัญกับต้นทุนและระยะเวลาคืนทุน ทำให้ราคามีผลต่อการตัดสินใจสูง
Q5: บทเรียนสำคัญคืออะไร?
A: การเป็นผู้คิดค้นหรือผู้บุกเบิกตลาดไม่ได้รับประกันชัยชนะในระยะยาว หากไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนและปรับตัวตามตลาดได้