Fujifilm รอด แต่ Kodak ล้ม: บทเรียน Digital Disruption ที่ธุรกิจทุกวงการต้องอ่าน

ถ้าพูดถึง “เคสธุรกิจที่คลาสสิกที่สุด” ในโลกเทคฯ และการตลาด ชื่อของ Fujifilm กับ Kodak จะถูกยกขึ้นมาเสมอ เพราะทั้งคู่เริ่มจากธุรกิจเดียวกันคือ “ฟิล์มถ่ายภาพ” แต่ปลายทางกลับตรงข้ามสุดขั้ว

คำถามสำคัญคือ… ทำไมบริษัทที่เริ่มก่อนถึงแพ้?
และ อะไรทำให้ Fujifilm รอด?

ทำไม Fujifilm ถึงรอด แต่ Kodak ถึงล้ม?
เพราะ Kodak “ยึดติดกับกำไรจากฟิล์ม” และนิยามตัวเองเป็น “บริษัทถ่ายภาพ” จึงกลัวเทคโนโลยีดิจิทัลมาฆ่าธุรกิจเดิม แม้จะเป็นคนคิดกล้องดิจิทัลก่อนก็ตาม ส่วน Fujifilm นิยามตัวเองเป็น “บริษัทเทคโนโลยีและเคมีภัณฑ์” จึงนำความเชี่ยวชาญเดิม (เคมี/การเคลือบ/การคุมคุณภาพระดับสูง) ไปต่อยอดข้ามอุตสาหกรรม เช่น วัสดุเคลือบจอ LCD สกินแคร์ และการแพทย์ ทำให้รอดจาก Digital Disruption ได้

1) จุดเริ่มต้นและ DNA ขององค์กร: “ใครถูกบังคับให้เก่ง” จะรอดกว่า

Fujifilm: โตมาจากการ “ต้องพึ่งตัวเอง”

เริ่มต้นจากสถานการณ์ที่ถูก Kodak ปฏิเสธการช่วยสร้างโรงงานในญี่ปุ่น ทำให้ Fujifilm ต้อง “พัฒนาเอง” และสร้างวัฒนธรรมที่ โหดเรื่อง R&D ตั้งแต่ต้น
การทำฟิล์มสีต้องคุมคุณภาพละเอียดมากจนใกล้เคียงงานระดับเซมิคอนดักเตอร์ นี่กลายเป็น “กล้ามเนื้อองค์กร” ที่เอาไปใช้ต่อได้

Kodak: โตมาจากการ “มีทุกอย่างพร้อม”

Kodak แข็งแรงระดับโคตรยักษ์ มีทรัพยากรพร้อม ซัพพลายเชนแน่น ไปจนถึงสินทรัพย์วัตถุดิบของตัวเอง
ปัญหาคือ “ความสำเร็จ” ทำให้เกิดแรงเฉื่อย และเริ่มกลัวการเปลี่ยนเกมที่กระทบรายได้เดิม

2) คลื่น Digital Disruption: ฟิล์มหาย 20–30% ต่อปี แล้วใครทำ “ถูกทาง”

เมื่อโลกเข้าสู่ดิจิทัล ความต้องการฟิล์มร่วงลงแรงและเร็ว (ระดับ 20–30% ต่อปีตามข้อมูลที่สรุปมา)
สิ่งที่ต่างคือ “วิธีตอบสนอง”

Fujifilm ทำ 3 อย่างแบบเป็นระบบ (Vision 75)

  1. ลดไขมันเพื่ออยู่รอด
    ปิดโรงงาน/ลดคนเพื่อให้ธุรกิจไม่ล้มก่อน
  2. ต่อยอดเทคโนโลยีเดิมไปอุตสาหกรรมใกล้เคียง
    เช่น วัสดุ/ฟิล์มเคลือบสำหรับจอ LCD (แนวคิดเดียวกับฟิล์ม: เคมี + การเคลือบ + ความแม่นยำ)
  3. ข้ามอุตสาหกรรมแบบจริงจัง
    ใช้ความรู้เรื่องคอลลาเจน/สารต้านอนุมูลอิสระ (ที่เคยใช้ป้องกันฟิล์มซีด) ไปสร้างแบรนด์สกินแคร์ Astalift
    และขยายสู่การแพทย์/เภสัช/อุปกรณ์สุขภาพ

สรุป: Fujifilm ไม่ได้ “หนีจากฟิล์ม” แต่ เอาแก่นของฟิล์มไปเกิดใหม่

Kodak ทำ “ถูกช้าเกินไป” และติดกับดัก Cannibalization

Kodak คิดกล้องดิจิทัลได้ก่อน (ปี 1975) แต่ไม่ผลักจริง เพราะกลัวฆ่าธุรกิจฟิล์ม-น้ำยา
พอจะลงสนามจริงในกล้องดิจิทัล/เครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต ก็เจอคู่แข่งที่เร็วกว่าและโครงสร้างต้นทุน/โมเดลรายได้ไม่เอื้อ
สุดท้ายต้องขายสินทรัพย์เพื่อพยุงธุรกิจ และลงเอยที่ล้มละลาย (2012)

3) “ตัวตนองค์กร” คือจุดชี้ขาด (Identity > Product)

จุดต่างที่คมที่สุดของเคสนี้คือ การนิยามตัวเอง

นี่แหละคือ Creative Destruction ของจริง:
ยอมทำลายเรือลำเดิม เพื่อสร้างเรือลำใหม่ ก่อนที่คลื่นจะกลืนทั้งบริษัท

สรุปแบบ KlangTECH

เคส Fujifilm vs Kodak สอนตรง ๆ ว่า
ธุรกิจที่รอดในยุคเปลี่ยนเร็ว ไม่ใช่ธุรกิจที่ “เก่งที่สุดในอดีต” แต่คือธุรกิจที่ “เปลี่ยนตัวเองได้เร็วที่สุด”

สูตรรอดคือ 3 ข้อ:

  1. รู้ว่า “รายได้เดิม” จะหายแน่ แล้วกล้ายอมเจ็บก่อน
  2. เอา “แก่นความสามารถ” ไปลงสนามใหม่ (ไม่ใช่ทิ้งของเดิมแบบมือเปล่า)
  3. นิยามตัวเองให้ใหญ่กว่า “สินค้า 1 อย่าง” เสมอ

FAQ

1) Kodak คิดกล้องดิจิทัลก่อน ทำไมยังล้ม?
เพราะกลัวดิจิทัลไปทำลายกำไรจากฟิล์มและน้ำยาล้างรูป จึงไม่ผลักเทคโนโลยีใหม่อย่างจริงจังจนเสียจังหวะ

2) Fujifilm รอดได้เพราะทำอะไรต่าง?
เพราะต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเคมี/การเคลือบ/การคุมคุณภาพ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น วัสดุจอ LCD สกินแคร์ และการแพทย์ พร้อมปรับโครงสร้างให้รอดก่อน

3) บทเรียนสำคัญที่สุดของเคสนี้คืออะไร?
Identity ขององค์กร: ถ้าคุณนิยามตัวเองแคบเกินไป พอเทคโนโลยีเปลี่ยนคุณจะ “หมดตัวตน” แต่ถ้านิยามเป็น “ความสามารถหลัก” คุณจะย้ายสนามได้

4) Creative Destruction คืออะไรในเคสนี้?
คือการยอมทำลายโมเดลเดิม (ฟิล์ม) เพื่อสร้างโมเดลใหม่ (สุขภาพ/วัสดุ/ความงาม) ก่อนที่ตลาดจะทำลายบริษัท

5) ธุรกิจ SME เอาไปใช้ยังไงได้บ้าง?
ให้ทำ 2 อย่าง: (1) หาความสามารถหลักจริง ๆ ของทีม (2) มองหาตลาดใหม่ที่ใช้ความสามารถเดิมได้ แล้วทดลองเล็ก ๆ วัดผลก่อนขยาย